วันเกิด = วันตาย

วันเกิด = วันตาย

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ (มนุษย์..เกิดยาก)
กิจฺฉํ มจฺจานชีวิตํ (มนุษย์..ตายง่าย)

สิ่งที่มนุษย์ ไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้แม้แต่วินาทีเดียว คือ
(๑) ไม่รู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่นานกี่วัน
(๒) ไม่รู้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร
(๓)  ไม่รู้ว่าจะตายเวลาไหน
(๔)  ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน
(๕)  ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน

จากวินาทีที่เกิดมา เรียกว่า “ความตายก็รออยู่” ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ดีหรือร้าย เป็นตายเท่ากัน นับจากวันเกิด

เกิดมาร้อย ตายร้อย เกิดมาพันตายพัน เกิดมาหมื่นตายหมื่น ต่างกันเพียงว่า
ใครอยู่ได้นาน จึงตั้งความปรารถนาให้ตัวเองอายุยืน ไม่อยากตาย

เมื่อครบรอบวันเกิด จึงดีอกดีใจว่าอยู่มาได้อีก ๑ ปี ยังมีชีวิตอยู่-ยังไม่ตาย
หารู้ไม่ว่า วัน-เวลา-วันเกิด ที่เวียนมา-อายุเหลือน้อยลง มีเกิด ต้องมีดับ เกิดแล้ว จะต้องตาย

ความตายก็ไม่ได้เลือกว่า ใครแก่ ใครเด็ก ใครหนุ่มสาว ทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เดียวกัน
คือ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา(ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน-ทุกข์เหมือนกันหมด-ไม่มีตัวตน สุดท้ายกลายเป็นดิน-น้ำ-ลม-ไฟ)

พระพุทธเจ้า แก้ปัญหาไม่ต้องตาย คือ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก(นิพพาน)

มนุษย์..แม้จะรู้ว่า ตัวเองต้องตายแน่นอน หนีไม่พ้น แต่ก็พยายามไม่พูดถึงมัน
เพราะ กลัวตายนั่นเอง เมื่อมีใครพูดถึง “ความตาย” จึงไม่อยากฟัง แม้ความตายอยู่ใกล้ปลายจมูกตัวเอง แค่ไม่หายใจ ความตายก็มาแล้ว
แต่คนชอบไปฟังเรื่องคนอื่นตายมากกว่า เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต
ที่เอาตัวรอดจากภัยต่างๆ แล้วบอกคนอื่นว่าตัวเอง “โชคดี”

อย่าวิ่งหนีเงาตัวเอง..
ทุกคนจะต้องแก่-เจ็บ-ตายแน่นอน ไม่มีใครรอด(ด้วยเหตุ-ผล-กรรม ที่แตกต่างกัน)
เราจะต้องพลัดพรากจากของที่รัก-ของชอบใจทั้งหลาย
เรามีกรรมเป็นของๆตน  เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมอันใดไว้
ดี หรือชั่ว เราจะต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน (พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้)
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ (เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง)
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก (และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์)
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก (เป็นเครื่องสงบกิเลส เป็นไปเพื่อปรินิพพาน)
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต (เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ)
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ (พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า)
ชาติปิ ทุกขา (แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์)
ชะราปิ ทุกขา (แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์)
มะระณัมปิ ทุกขัง (แม้ความตายก็เป็นทุกข์)
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา (แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์)
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข (ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์)
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข (ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์)
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง (มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์)
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา(ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์)