ไม่ค่อยสนใจในทางการปฏิบัติในทางด้านฤทธิ์และอภิญญา

จริงแล้วป้าไม่ค่อยสนใจในทางการปฏิบัติในทางด้านฤทธิ์และอภิญญา แต่มีคนสนใจถามมาป้าก็ชี้แนะไปตามที่ขอมานะคะ….และขออธิบายคร่าวๆ

 

ในเรื่องของฤทธิ์ ส่วนใหญ่มีฐานมาจากการปฏิบัติในทาง..กสิน คือ อาศัยการเพ่งในสิ่งที่ตนถนัดที่มีทั้งหมด10อย่าง การเพ่งกสินมันเป็นของหยาบจึงจับได้ง่ายหน่อย เมื่อเพ่งไปในกสินนั้นๆหลักสำคัญ คือในขณะที่เพ่งไปในกสิณนั้นให้ผู้ปฏิบัติระลึกรู้ที่จิตด้วย หมายถึงเพ่งจ้องในสิ่งนั้นพร้อมระลึกรู้สึกที่กลางกายไปด้วย …ข้ามมาพูดถึงตรงจุดที่เพ่งจนจิตสร้างรูปพรรณสัณฐานของกสินนั้นเอาไว้ในจิต เรียกว่าเป็นนิมิตติดใจ จิตมีนิมิตเป็นอารมณ์ในจิต จนนิมิตกสิณนั้นเป็นตัวจิตไปเลย จะหลับตาก็เห็น จะลืมตาก็เห็น เมื่อกสิณนั้นเป็นจิตแล้ว จิตปรารถนาอย่างไรกสิณนั้นก็จะเป็นไปตามที่จิตต้องการ จิตจะแนบแน่นกับกสิณจนดำเนินไปถึงที่สุด กสิณนั้นก็อนัตตาไปหายไปและไร้จากการรับรู้ต่อสิ่งใดๆมีแต่..จิตเท่านั้น
ในภาวะนี้เรียกว่า..จิตเข้าสู่ฌานสี่ ในฌานสี่นี้จะไร้จากนิวรณ์ ดับจากกามคุณและความอยากทั้งปวง จิตในภาวะนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ ถ้าจะทำฤิทธิ์ต้องถอยจิตออกมาแล้วตั้งอธิษฐาน คือตั้งความปรารถนาลงไปในจิต แล้วเข้าสู่ฌานสี่อีกครั้งเสวยจิตอยู่แบบนั้นสักพัก ถ้าจิตไม่ดำเนินไปในทางใดก็ให้ถอยออกมาตั้งอธิฐานอีกแล้วเข้าไปอีก…!! เหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่าในฌานสี่จิตดับจากกิเลสความอยาก ถ้าในจิตเดิมไม่มีข้อมูลเดิมหรือเชื้อเดิมจิตก็จะไปต่อไม่ได้ เค้าถึงกล่าวกันว่าต้องมีวาสนาเดิม แต่การที่เราถอยจิตออกมาก่อนเพื่อใส่ข้อมูลให้จิตใส่เชื้อให้จิต เพราะจิตที่มีความอยากต้องการสิ่งใดที่อยู่ในส่วนลึกๆมันจะทำให้จิตเกิดน้อมให้เกิดการกระทำได้เองเพราะมันเป็นเชื้อที่นำพาไป
…!! แต่คนที่ปฏิบัติแล้วจะได้ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่กำลังของจิตที่ถอยเข้าออกนั้นว่าจิตมันทรงกำลังอยู่จริงหรือไม่อันนี้ต้องพิจารณากันเอาเอง.(ป้าพุทธะ)