“โลกวิทู” รู้แจ้งแล้ว

“โลกวิทู” รู้แจ้งแล้ว

“สูทั้งหลาย ! จงมาดูโลกนี้ ที่งดงามเปรียบด้วยราชรถ, ที่พวกคนโง่พากันจมติดอยู่ แต่นักรู้ทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องด้วย”
นี่เป็นพุทธดำรัสที่แสดงให้รู้ได้ว่า พระองค์ทรงทราบชัดลักษณะความเป็นไปของโลกเพียงไร ทรงทราบอย่างไรบ้าง ดังจะได้พรรณา ;
ทรงทราบ “กาม” โดยเป็นสภาพเผาลนและผูกรัด. สัตว์ทั้งสิ้นมีหัวใจจมลึกติดอยู่ในบ่อเปือกตม คือกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ยั่วกำหนัดราคะดำฤษณา, มันเผาลนใจให้เร่าร้อนเมื่อยังไม่ได้ ได้มาแล้วเผาด้วยความหึงหวง. ครั้นแตกสลายพลัดพรากไป ก็แผดเผาด้วยความอาลัย เหี่ยวแห้งใจ ซ้ำยังผูกมัดให้พะวงหลง ติดแน่นไม่ปลอดโปร่ง เป็นฝ้าหนาปิดบังปัญญาความคิดที่ถอนตนให้ขึ้นจากบ่อเปือกตมนั้นได้ ( เช่นเดียวกับคนติดฝิ่น ) สัตว์ผู้โง่เขลาจึงยอมเสียชีวิตได้เพราะกาม ประพฤติชั่วเพราะกาม โลกเต็มไปด้วยกาม มนุษย์ทั้งหมดชอบโลกก็เพราะมีกาม เนื่องจากทรงทราบความจริงข้อนี้ จึงถอนพระองค์ออกจากกามได้ เยือกเย็นและเป็นอิสระจากปีศาจแห่งกาม.
ทรงทราบโลกโดยปรมัตถ์ ( คือลึกซึ้ง ). พระปรีชาญาณอันแหลมคมสอดส่องลุความเท็จเทียมล่อลวงของธรรมชาติในโลก ทรงทราบโลกโดยความเป็นสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกันเองให้กลายเป็นสิ่งอื่นๆ แล้วแต่งกันต่อไปอีก จนสำเร็จเป็นคนบ้าง สัตว์บ้าง สิ่งของต่างๆบ้าง เมื่อกระจายสิ่งเหล่านั้นออกเป็นส่วนๆด้วยปัญญา จะเห็นเป็นส่วน เป็นกอง เรียกว่าขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง ทุกส่วนล้วนเกิดขึ้นชั่วคราว เปลี่ยนแปลงเรื่อย ในที่สุดก็ดับลง. หลายๆส่วนประกอบกันเข้าเป็นรูปกาย รูปกายจึงเป็นของไม่ยั่งยืน เปลี่ยนไปเป็นนิจ. ธรรมชาติเป็นผู้ฉาบทาความยั่วยวนเป็นเหยื่อล่อไว้ภายนอก ซ่อนเอาความทุกข์ ความไม่งาม กลิ่นเหม็น และความแว้งกัดเผาลนไว้ภายใน ล่อให้หลงติดเช่นเหยื่อที่หุ้มเบ็ดเหมือนฉะนั้น. พระองค์อาจแยกออกเป็นส่วนย่อย จนเห็นว่าเป็นของหาค่ามิได้ ไม่ควรหลงติดอยู่ในโลกนี้ โดยแจ้งชัดด้วยพระองค์เอง จึงกล้าทรงเรียกผู้อื่นให้มาดูโลกนี้ ซึ่งคนเขลาเข้าใจว่างาม แล้วหมกจมอยู่ด้วยการเข้ายึดถือว่าของฉันๆ ส่วนนักรู้เพราะได้พิจารณาเห็นแล้วกลับเบื่อหน่าย ทำใจไม่ให้เกี่ยวข้องด้วย ไม่เข้าไปเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น วางเฉยอยู่ได้ ในที่สุดก็ดับสนิทไปจากโลกอันยุ่งเหยิง.

ตามรอยพระอรหันต์
พุทธทาสภิกขุ