อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔

อริยสัจข้อที่หนึ่ง คือ ทุกข์ หน้าที่ของเราต่อทุกข์ คือเราต้องกำหนดรู้ เราต้องรู้ให้แจ้งว่าทุกข์ที่ปรากฏคืออะไร มีลักษณะอย่างไร แสดงออกอย่างไร เราต้องให้ความสนใจ สังเกตดูอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถเข้าใจว่า เหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์นั้นๆคืออะไร ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจในเหตุ ยังไม่ได้กำหนดรู้จนชัดเจน ก็เหมือนกับเราไปหาหมอแล้วบอกไม่ได้ว่ามีอาการอย่างไร

อริยสัจข้อที่สอง คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เรามีหน้าที่ ที่จะละ เราต้องละเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ สัญชาตญาณของมนุษย์เราโดยปกติ เมื่อมีความทุกข์ก็อยากจะละความทุกข์ อยากจะพ้นจากความทุกข์ อยากจะหนีออกจากความทุกข์ อยากจะทำลายความทุกข์

แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เรากำหนด รู้ ไว้ก่อน สร้างความเข้าใจไว้ก่อน เพื่อจะได้เข้าใจในเหตุ เหตุนั้นแหละคือสิ่งที่เราต้องละเสีย ส่วนเรื่องทุกข์เราต้องให้ความสนใจ

พระพุทธเจ้าให้เราพิจารณาที่ตัณหา สามประการ ตัณหาคือความอยากได้ ได้แก่

หนึ่ง กามตัณหา ความอยากได้ในกาม ความอยากได้ในความเพลิดเพลินยินดี กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ คือ จิตมันวิ่งออกไปสู่ภายนอก

สอง ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เช่น อยากได้รับคำสรรเสริญ อยากได้รับการยอมรับ อยากให้สำเร็จ อยากได้อย่างนี้ อยากได้อย่างนั้น เป็นเรื่องความรู้สึกต่อตัวตน เป็นการเพิ่มระดับตัวตนของเรา

สาม วิภวตัณหา คือความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในลักษณะที่ไม่อยากให้ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้โลกเป็นอย่างนี้ ไม่อยากประสบสิ่งที่ไม่ถูกใจ จะเกลียดสิ่งที่ไม่ชอบใจที่เกิดขึ้น อย่างนี้เป็นกระแสของวิภวตัณหา คือมันจะผลักออก เป็นความไม่พอดีของจิตใจ

ความพอดีจะอยู่ที่การละตัณหา ละความอยากได้

.. ตามลำดับที่พระพุทธเจ้าได้สอนนั้น ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยการสังเกตและพิจารณาทุกข์เพื่อเข้าถึงเหตุ มีทุกข์ก็ต้องกำหนดรู้ มีเหตุให้ทุกข์ก็ต้องละเสีย นี่เป็นหน้าที่ของผู้ปฎิบัติ เพียรละเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เสีย ไม่ใช่ว่าจะต้องปฎิบัติจนสุดทางของการปฎิบัติเสียก่อนจึงจะละได้ เพราะหนทางของการฝึกตนเองจำเป็นต้องอาศัยการละอยู่ทุกขณะ

หลวงพ่อชาท่านเคยสอนว่า การปฎิบัติธรรมมันง่าย เพราะว่ามีอยู่แค่ สองเรื่องที่จะต้องทำ คือ รู้แล้ววาง

รู้ รู้ให้ชัดเจน มีสติ แล้วก็วาง คือให้มีการละ รู้แล้ววาง รู้แล้ววาง เราก็เอาแค่นี้แหละ การปฎิบัติของเราก็จะไม่สับสน ทำอยู่แค่นี้แหละ แล้วมันจะเจริญก้าวหน้าอยู่ตลอด ทำอย่างไม่ถอย รู้แล้ววางๆๆ

คือเรารู้ เอ..ทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ มันเป็นปัญหา เราก็ต้องละเสีย สิ่งใดทำให้เกิดอุปสรรคหรือความสับสนในชีวิต เราก็ละเสีย ละสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการประพฤติดี ศีลก็เกิดมาทันที สมาธิก็เช่นเดียวกัน

รู้แล้ววางๆ รู้สิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว รู้เหตุที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง รู้ให้ดีว่าความเศร้าหมองเกิดขึ้นอย่างนี้ๆ เราก็ละตรงนั้น เราก็วางตรงนั้น สมาธิย่อมเกิดขึ้น มันเกิดจากการละอุปสรรค การวางสิ่งที่ขัดขวางความรู้สึกปลอดโปร่งของจิตใจ ผลที่ออกมาตามธรรมชาติก็คือ จิตใจที่มีลักษณะมั่นคง ตั้งใจมั่นได้

อริยสัจข้อที่สาม คือ การดับทุกข์ และ เรามีหน้าที่ต้องทำให้แจ้งซึ่งการดับทุกข์โดยทำให้มีผู้รู้ต่อเนื่องในจิตใจ การดับทุกข์ก็จะสามารถปรากฎได้ แต่เราต้องทำให้แจ้ง เพราะโดยปกติแล้ว มันไม่แจ้ง มันจะถูกกดทับๆเอาไว้ตลอดเวลา ทับด้วยอารมณ์ ทับด้วยความพอใจ ทับด้วยความไม่พอใจ ทับด้วยความชอบ ความไม่ชอบ จนมันจมแหละ

ฉะนั้นการดับทุกข์ของเรานั้น เราต้องทำให้แจ้งโดยอาศัยผู้รู้ .. อาศัยการทำผู้รู้ให้เด่นขึ้นมา

มันเหมือนกับสระน้ำที่เต็มไปด้วยสาหร่ายจนมองไม่เห็นน้ำ เมื่อโยนหินลงไปทำให้สาหร่ายแหวกออก เราก็ได้เห็นว่า เอ้อ…สระนี้น้ำใสสะอาด แต่เห็นอยู่แป๊บเดียว สาหร่ายก็จะเคลื่อนเข้ามาอีก แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแหวกสาหร่ายออก แหวกออกๆๆ เพื่อจะได้เห็นน้ำใสๆนั่น

จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน เราได้สังเกตดู เอ้อ…มันมีผู้รู้ แล้วก็มีความปลอดโปร่ง น่าจะเป็นหนทางที่ดี ..แต่แล้วการคิดนึกปรุงแต่ง และเครื่องเศร้าหมองต่างๆก็ย่อมเข้ามาอีก จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปฎิบัติ ที่จะคอยฝึกคอยหัดในการตั้งผู้รู้ ยกผู้รู้ให้เด่นขึ้นมาๆๆ ตรงนี้เราต้องขยัน เมื่อเราขยันตั้งผู้รู้ให้เด่นขึ้นมา ความแจ่มใสของจิตใจก็จะมีความต่อเนื่อง การดับทุกข์จะค่อยๆปรากฏ ค่อยๆทำทีละเล็กละน้อยแต่ต้องเพียรทำอย่างต่อเนื่อง

อริยสัจข้อที่สี่ คือ อริยมรรคมีองค์แปดเป็นหนทางที่จะดับทุกข์ได้ ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เกิดขึ้น ไม่ว่าการรักษาศีลก็ดี ฝึกสมาธิก็ดี และการทำให้ปัญญาเกิดขึ้นก็ดี ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่จะเปิดโอกาสให้ ผู้รู้ในจิตใจของเราได้เกิดขึ้น และเกิดอย่างต่อเนื่องมั่นคง…

ในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องพยายามฝึกตัวเอง อาศัยธรรมะคำสั่งสอนของท่าน แปลว่า อย่าหนีออกจากขอบเขตของอริยสัจสี่ เราก็จะปฎิบัติไม่ผิด ปฏิบัติไม่หลง แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ผลทันที มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องยอมฝึก ยอมหัด ยอมปฎิบัติ

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบคำสอนของท่านเหมือนกับทะเล ท่านว่า ไม่ใช่พอเราถึงฝั่งทะเลแล้ว ทะเลมันจะลึกลงไปทันที หากพื้นทะเลจะค่อยๆลาดลงๆ ทะเลจะค่อยๆ ลึกขึ้นๆๆ จนไปถึงก้นทะเลที่ลึกที่สุด

เช่นเดียวกันกับธรรมะของพระพุทธเจ้าและหลักปฏิบัติของท่าน ไม่ใช่ว่าปฏิบัติแล้วจะได้ผลทันที การจะเข้าถึงผลอันสูงสุดหรือ จุดที่ลึกสุดนั้น ต้องอาศัยการฝึกการหัด การน้อมเข้ามาใส่ตน ค่อยเป็นค่อยไปแต่มันก็ต้องถึงในที่สุด เพราะว่ามันไม่ไปที่อื่น เหมือนดังที่พระพุทธองค์ได้เปรียบกับแม่น้ำสายต่างๆที่ไหลลงมาจากภูเขาหิมาลัย ซึ่งเริ่มจากลำธารเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆรวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ เช่นแม่น้ำคงคา แล้วไหลออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับการปฎิบัติของเรา ปฎิบัตินั่น ปฎิบัตินี่ แต่มันก็รวมเข้าสู่จุดเดียวกัน คือการดับทุกข์ มันก็เป็นธรรมชาติ อาศัยหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การฝึกการหัดย่อมก่อให้เกิดผล

พระอาจารย์ปสันโน
คัดลอกตัดตอนบางส่วน
จากหนังสือธรรมะปลุกใจ บทอริยสัจ ๔